ช่องโหว่โอโซน (Ozone Hole)

การลดลงของโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้จะเกิดในช่วงฤดูดอกไม้ผลิ (สิงหาคม-พฤศจิกายน)โดยค่าเฉลี่ยของโอโซนรวมจะลดลงจากปกติ (300-400 หน่วยด็อบสัน) จนถึงต่ำกว่า 220 หน่วยด็อบสัน ในแต่ละปีค่าการลดลงของโอโซนจะขยายเป็นวงกว้างในบริเวณซีกโลกใต้และบางครั้งกระทบไปถึง บริเวณที่มีประชากรอยู่หนาแน่นทำให้ได้รับอันตรายจากรังสีอัลตราไวโอเลต (โอโซนทำหน้าที่ดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเลต) สามารถสรุปสถานการณ์ ช่องโหว่ของโอโซนในปี 2000-2008 ได้ดังนี้

ปี
พื้นทีโดยประมาณ (ล้านตารางกิโลเมตร )
ค่าโอโซนต่ำสุด (หน่วยด็อบสัน )
2000
29
98
2001
25
116
2002
20
100
2003
28
106
2004
24
99
2005
27
102
2006
28
100
2007
25
130
2008
27
120
2009
24
94

ปี 2000 การลดลงของโอโซนเกิดเป็นบริเวณกว้าง ช่องโหว่โอโซนที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายวงรีครอบคลุมพื้นที่ไปถึงทวีปอเมริกาใต้ จากการตรวจวัดพบว่า โอโซนถูกทำลายไปประมาณ 57 ล้านตัน ในระหว่างต้นเดือน กันยายนซึ่งมีค่ามากกว่าทุกปีที่ผ่านมา (นับตั้งแต่ปี 1979) กินพื้นที่มากกว่า 29 ล้านตาราง กิโลเมตร ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ 98 หน่วยด็อบสัน

ปี 2001 สถานการณ์โอโซนเริ่มดีขึ้นกล่าวคือ ขนาดพื้นที่การสูญเสียโอโซนเริ่มลดลงโดยกินพื้นที่ประมาณ 25 ล้านตารางกิโลเมตร ปริมาณโอโซนที่ถูก ทำลาย ประมาณ 54 ล้านตัน ช่องโหว่โอโซนมีศูนย์กลางอยู่ที่ขั้วโลกใต้ ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ 116 หน่วยด็อบสัน

ปี 2002 การลดลงของโอโซนน้อยกว่า 2 ปีที่ผ่านมาและเกิดเป็น 2 บริเวณ (ดูรูปหน้าแผนที่ช่องโหว่โอโซนฯ) โดยมีศูนย์กลางอยู่ทางตะวันตกของอเมริกาใต้ และ ตะวันออกเฉียงใต้ของอัฟฟริกา เป็นหนึ่งในจำนวนที่มีขนาดเล็กสุดในรอบ 10 ปี กินพื้นที่ประมาณ 20 ล้านตารางกิโลเมตร ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ 150 หน่วยด็อบสัน

ปี 2003 การลดลงของโอโซนเกิดเป็นบริเวณกว้างใกล้เคียงกับปี 2000 โดยมีศูนย์กลางอยู่ทางอเมริกาใต้มีขนาดพื้นที่ประมาณ 28 ล้านตารางกิโลเมตร ค่าโอโซนต่ำสุด เท่ากับ 106 หน่วยด็อบสัน

ปี 2004 การลดลงของโอโซนคิดเป็นพื้นที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของ 10 ปีที่ผ่านมาโดยมีขนาดพื้นที่ประมาณ 24 ล้านตารางกิโลเมตร ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ 99 หน่วยด็อบสัน

ปี 2005 การลดลงของโอโซนขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นจากปี 2004 โดยกินพื้นที่ประมาณ 27 ล้านตารางกิโลเมตร ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ102 หน่วยด็อบสัน

ปี 2006 พบการลดลงของโอโซนเป็นบริเวณกว้างใกล้เคียงปี 2000 โดยกินพื้นที่มากกว่า 28 ล้านตารางกิโลเมตร (ขนาดประมาณทวีปอเมริกาเหนือ) ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ 100 หน่วยด็อบสัน ขนาดพื้นที่ช่องโหว่โอโซนที่เพิ่มขึ้นนี้นักวิทยาศาสตร์จาก NASA (National Aeronautics and Space Adminitration) และ NOAA (National Oceanic and Atmospheric Admnistration) ได้สรุปสถานะช่องโหว่ที่รุนแรงว่ามีสาเหตุมาจากการสะสมตัวของ สารเคมีจำพวก CFCs ที่มีปริมาณมากในชั้นสตราโตสเฟียร์ บวกกับอุณหภูมิที่มีค่าต่ำมากในช่วงฤดูหนาว (ต่ำกว่า -80องศาเซลเซียส) ซึ่งเป็นตัวแปร สำคัญในการทำลายชั้นโอโซน และ คาดว่าสิ่งมีชีวิตจะได้รับผล กระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลตที่รุนแรงรวมถึงสภาวะทางอุตุฯที่เปลี่ยนแปลงไป

ปี 2007 ช่องโหว่โอโซนมีขนาดเล็กลงกว่าปีที่ผ่านมาคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 25 ล้านตารางกิโลเมตร ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ 130 หน่วยด็อบสัน ขนาดช่องโหว่ที่ดีขึ้นนี้ไม่ได้หมายความว่าภาวะการลดลงของโอโซนจะดีขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากสารเคมีที่ทำลายโอโซนมีช่วงชีวิตยาว คาดว่าการลดลงของโอโซนจะกลับคืนสู่สภาพปรกติในอีก 40-50 ข้างหน้า

ปี 2008 จากการที่การลดลงของโอโซนขึ้นอยู่กับสภาพทางอุตุฯ อุณหภูมิที่เย็นจัดและก๊าซทำลายโอโซน เช่น คลอรีนและโบรมีน จึงทำให้ขนาดของ ช่องโหว่โอโซนมีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี โดยในปีนี้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 27 ล้านตารางกิโลเมตร ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ120 หน่วยด็อบสัน

ปี 2009 การลดลงของโอโซนลดลงจากปี 2008 กินพื้นที่ประมาณ 24 ล้านตารางกิโลเมตร ค่าโอโซนต่ำสุดเท่ากับ 94 หน่วยด็อบสัน


แผนที่ช่องโหว่โอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกปี 1979-ปัจจุบัน

Credit: NASA